หลายคนมีอาการปวดร้าวลงขา ชา ขาอ่อนแรง หรือยืนนานแล้วขารู้สึกเหมือนหมดแรง มักเลือกพบแพทย์เฉพาะทางระบบกระดูกและประสาท ซึ่งมักจะแนะนำให้ทำ MRI เพื่อตรวจดูว่ามีหมอนรองกระดูกเสื่อม ปลิ้น หรือไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่
การทำ MRI คือการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกายในรูปแบบ 2 มิติ หรือ 3 มิติ ถือว่ามีความแม่นยำและปลอดภัย สามารถเห็นรายละเอียดของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และโครงสร้างกระดูกสันหลังได้ดี
‘หมอนรองกระดูกปลิ้น’ คืออะไร
หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) เป็นโครงสร้างคล้ายเจลที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลัง ช่วยดูดซับแรงกระแทก และทำให้หลังยืดหยุ่น เมื่อหมอนรองกระดูกสึก เสื่อม หรือเกิดแรงกดทับมาก ๆ ตัวเจลภายในอาจเคลื่อนตัวหรือปลิ้นออกมา เรียกว่า Disc Bulge หรือถ้าปลิ้นมากจนแตก เรียกว่า Herniated Disc
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้น พบว่ามักเกิดในคนที่อายุมากขึ้น ช่วงอายุ 30-50 ปี หรือคนที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้น เช่น ยกของหนักผิดท่า นั่งทำงานด้วยท่าทางผิด ๆ เป็นเวลานาน หรือในคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
ความเข้าใจผิดที่พบเจอได้บ่อย ๆ คือ เมื่อเจอหมอนรองกระดูกปลิ้น ต้องผ่าตัดเท่านั้น

หลายคนเมื่อเห็นผล MRI แล้วมีคำว่า ‘Disc Bulge’ ก็คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งที่จริงแล้วกว่า 90% ของผู้ที่มีหมอนรองกระดูกปลิ้นสามารถ รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
มีการศึกษาหลายฉบับ เช่นใน Spine (2020) และ BMJ Open Sport & Exercise Medicine พบว่า
“การทำกายภาพบำบัดร่วมกับการปรับพฤติกรรม มีประสิทธิภาพสูงในการลดอาการจากหมอนรองกระดูกปลิ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด”
การผ่าตัดควรเป็นทางเลือกสุดท้ายในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงเฉียบพลัน กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบ Non-surgical เป็นเวลานาน
ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการปวด อย่าชะล่าใจ รีบฟื้นฟูก่อนอาการปวดจะเรื้อรังรักษายาก และผล MRI ที่พบ Disc Bulge ไม่ใช่คำตัดสินว่าต้องผ่าตัดเท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเร่งฟื้นฟูร่างกาย เช่นกายภาพบำบัดและการเสริมกล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลัง การออกกำลังกายแบบ Low-Impact ช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหว และใช้ชีวิตได้ตามปกติ
